พลังแห่งหินสี ความเชื่อหรือวิทยาศาสตร์

Power of Gems

สร้อยหินโบราณเส้นหนึ่งที่ผลัดเปลี่ยนตกทอดมาหลายเจ้าของ บางคนเชื่อว่ามี 'คำสาป' หรือ 'อาถรรพณ์' พ่วงติดมา บ้าง

เชื่อว่า 'พลังจากหิน' สามารถพัดพาชีวิตผู้ครอบครองให้โชคดีเจริญรุ่งเริงหรือพานพบแต่เรื่องโชค ร้าย ...ส่วนสาวสมัยใหม่เลือกซื้อหินมาใส่เป็นเครื่องประดับสวยงาม แม้จะอดไม่ได้ที่จะดูชนิดและสีให้ถูกโฉลกกับตนเอง แต่ก็มิได้เข้าใจลึกซึ้งถึงพลังแห่งหิน

แท้จริงแล้วความเชื่อเรื่อง พลังจากหินได้ตกทอดจากโบราณมาเป็นเวลาช้านาน เพียงแต่ใครที่ปิดใจ ไม่เชื่อ ไม่เคยศึกษาก็จะหาว่า 'ลุ่มหลง งมงาย' แต่ปัจจุบันความเชื่อเรื่องพลังของหินได้รับการกล่าวขานใหม่โดยใช้หลักวิทยา ศาสตร์มาพิสูจน์

วิทยาศาสตร์ได้อธิบายเรื่องพลังของหินว่า เนื้อแท้ของหิน คือแร่ธาตุ และดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ ซึ่งหินแต่ละก้อนได้หลอมรวมสะสมพลังจากจักรวาล แสงอาทิตย์และรังสีต่างๆ ผ่านกาลเวลามานับร้อยนับพันล้านปี ก่อให้เกิดความหลากหลายของพลังงาน ชนิด รูปทรง สีสัน และคุณสมบัติเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น คริสตัล อัญมณี ควอตซ์ หรือหินผลึกชนิดอื่นๆ คนโบราณจึงคิดค้นนำพลังจากหินออกมาใช้เป็นเครื่องมือในการบำบัดรักษาโรค เป็นศาสตร์โบราณอีกแขนงหนึ่ง เรียกว่า คริสตัล ฮีลลิ่ง (Crystal Healing) เจมสโตน ฮีลลิ่ง (Gemstone Healing) เจม เทราพี (Gem Therapy) หรือที่ไทยรู้จักในนาม พลังบำบัดจากหิน

ม.ล.อัคนี นวรัตน หรือ อาจารย์หม่อม นักบำบัดพลังจิตผู้มีประสบการณ์การบำบัดโดยใช้คริสตัล จากสถาบันวิจัยและพัฒนาจิต ชมรมสมาธิธรรม อธิบายว่า การบำบัดโรคด้วยหินต่างๆ คือ การสร้างสมดุลให้แก่พลังชีวิต เพราะร่างกายของคนเรามีคลื่นพลังแม่เหล็กไฟฟ้า หรือที่เรียกแสงออร่า (Aura) ที่เปล่งออกมาตามสุขภาพ ความเจ็บป่วย อารมณ์ และลักษณะนิสัยโดยธรรมชาติ แม้มนุษย์จะมองไม่เห็นด้วยตา แต่ทุกคนสามารถรับข้อมูลและความรู้สึกจากแสงออร่าของผู้อื่นได้ หากฝึกฝนก็สามารถสัมผัสได้ด้วยตา มือ จิต จนถึงขึ้นอ่านความหมายได้ด้วย

หิน ก็มีการถ่ายพลังด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นกัน หากเราเจ็บป่วยร่างกายอ่อนแอ เมื่อสัมผัสไปยังหินก้อนที่มีพลังดีๆ กฎของการสะท้อนกลับจะเกิดขึ้น พลังจากหินจะแทรกซึมส่งคลื่นความถี่สู่ร่างกายไปกระตุ้นจิตใต้สำนึกของเรา ให้จัดการกับความไม่สมดุล ขับไล่สิ่งที่เป็นด้านลบและความอ่อนแอออกไป

อาจารย์หม่อม กำลังตรวจร่างกายโดยการสัมผัสแสงออร่าด้วยขนนก

ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ไม่เชื่อและตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า หินกุมชะตาชีวิตได้หรือ พลังจากหินสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้และมีสรรพคุณรักษาโรคได้จริงหรือ

"ถ้า ถามว่าเชื่อมั้ย ก็ไม่กล้าพูดนะว่าไม่เชื่อ เพราะมีคนเค้าก็บอกว่าได้ผล แต่เรื่องที่เรามองไม่เห็นไม่ได้ลองด้วยตัวเองมันก็ทำให้สงสัยอยู่" หญิงสาวคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น

ธีรวัฒน์ บ่อน้อย นายกผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย บอกว่า "เรื่องการทำนายหรือเรื่องหินตามราศรีเกิด ผมคิดว่ามันให้ผลทางจิตวิทยา คือ สังคมปัจจุบันมันแย่ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปัญหาจราจรหลายอย่าง ความตึงเครียดของคนมีเยอะ จึงหาอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจไว้บ้าง สร้างความมั่นใจให้ตัวเองยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง ส่วนการบำบัดจากหิน สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความเชื่อ มันสำเร็จคนถึงตามมา คงเป็นเพราะทุกวันนี้ความเจ็บป่วยมีมากด้วย คนก็ลองรักษากันทุกทาง เริ่มหาทางเลือกใหม่ๆ กัน เดี๋ยวนี้มีสปาร์ที่หันมาใช้หินแทนสมุนไพรแล้ว การบำบัดจากหินก็ได้รับการบรรจุเป็นการแพทย์ทางเลือกด้วย"

พ่อค้า ขายเครื่องประดับหินหลากชนิดรายหนึ่ง บอกว่า "ของแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ไม่งั้นสินค้าแบบนี้คงไม่ได้รับความนิยมมากมายและยาวนานมาขนาดนี้หรอก"

"พี่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องหินหรอก แต่พี่ชอบ ดูหินแล้วสบายใจดี ที่ซื้อสร้อยข้อมือไหมทองมาใส่ไว้ก็เพราะเห็นว่าสวย และเค้าบอกว่าใส่แล้วจะมีโชคมีลาภ พี่อยากรวยก็เลยลองใส่ดู" "ตุ่น"บอกความรู้สึกเกี่ยวกับสร้อยที่สวมอยู่บนข้อมือ เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่เดินเข้ามาชื่นชมหินแต่ละก้อน พวกเค้าบอกว่าไม่ได้มีความรู้มากมายเกี่ยวกับเรื่องหิน เพียงแค่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ว่าหินมีพลังและสามารถรักษาโรคได้ หลายคนซื้อหินกลับบ้านโดยเลือกจากความสวยงามประกอบกับคุณสมบัติที่คนขาย พรรณนาว่าเหมาะกับตน แต่ก็มิได้เชื่อแบบปักใจเพียงคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย

นอกจาก การพูดคุยถกเถียงกันแล้ว ยังมีผู้ที่ต้องการทดลองพิสูจน์ด้วยตัวเองด้วย "พี่คิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรนะ แต่อยากจะลองดูว่าเป็นยังไง" "ตุ่น"แอบกระซิบ ก่อนจะไปนั่งหน้า อ.หม่อม ให้ตรวจร่างกายให้
อ.หม่อม ถามคร่าวๆ ว่าร่างกายมีอะไรผิดปกติตรงไหนบ้าง ตุ่นตอบกลับไปว่า ปกติดีทุกอย่าง จากนั้นอ.หม่อม ก็ตั้งสมาธิ กำหนดลมหายใจ และหลับตา แล้วอาจารย์ยกมือที่จับขนนกทั้งสองข้างขึ้นตรงหน้าพี่ตุ่น ขยับแขนไปช้าๆ ขึ้นลงตั้งแต่หัวจรดเท้า และลากจากทางซ้ายไปทางขวา อากาศที่ขนนกสัมผัสคล้ายจับต้องรูปร่างบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น จนผ่านไปประมาณ 5 นาที มล.อัคนีวางแขนลงข้างลำตัวแล้วก็ลืมตาขึ้นบอกว่า "คลื่นพลังข้างบนดี แต่บริเวณช่องท้องมีปัญหา ต้องทานอาหารให้ตรงเวลามากขึ้น ไม่ทานจุกจิก น้ำในหูไม่เท่ากันให้หาหินมาวางแนบไว้หลังใบหูจะช่วยให้อาการดีขึ้น ส่วนอื่นๆ ก็ปกติดี" หลังจากการตรวจร่างกายพยายามจะสอบถามตุ่นดูอีกครั้งแต่ก็ได้เพียงรอยยิ้ม กลับมา

จุฑามาศ ณ สงขลา กับหินสีแต่ละก้อนที่นำมาวางไว้ให้ผู้สนใจเลือกซื้อและชม

จุฑามาศ ณ สงขลา นักบำบัดเยียวยาจิตวิญญาณโดยใช้หินอีกท่านหนึ่งเล่าว่า "การใช้หินบำบัดในอเมริกาและยุโรปเป็นที่นิยมมาก ฝรั่งเขาจะมองชีวิตต่างจากคนไทย เมื่อเขารู้สึกว่าชีวิตจิตใจกำลังแย่ เขาจะเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักบำบัด ถึงขั้นเข้ารับการบำบัดด้วยหินร่วมกับคริสตัล แต่คนไทยมีอะไรก็มักเก็บไว้กับตัวไม่ค่อยไปหาจิตแพทย์ การบำบัดทางจิตจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก ยิ่งในไทยเราไม่มีหินที่มีพลังด้วยยิ่งทำให้ศาสตร์ด้านนี้ไม่แพร่หลาย"

ใน วันนั้นมีคนมาให้ อ.หม่อมตรวจร่างกายนับสิบคน ทุกคนตั้งอกตั้งใจดูและฟังอาจารย์หม่อมด้วยสีหน้าแตกต่างกันไป กระทั่งอาจารย์หม่อมเริ่มดูอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด และเอ่ยปากในที่สุดว่า "วันนี้คงพอแค่นี้ เหนื่อย เพราะตรวจแต่ละครั้งต้องใช้พลังมาก"

รอ จนหายเหนื่อยลงบ้างแล้ว อ.หม่อม ก็ได้อธิบายวิธีการตรวจร่างกายในลักษณะนี้ให้ฟังว่า ภายในร่างกายมนุษย์จะมีศูนย์พลังอยู่เรียกว่า จักระทั้ง 7 ศูนย์พลังทั้ง 7 สามารถรับพลังจักรวาลหรือพลังธรรมชาติจากภายนอก และยังสามารถส่งพลังกลับออกไปได้ด้วย หากศึกษาเรียนรู้เรื่องจักระได้อย่างถ่องแท้จะช่วยเสริมสร้างทุกส่วนของร่าง กายและจิตใจให้เกิดจิตสำนึกในทางที่ดี ก่อให้เกิดการยอมรับทุกสรรพสิ่ง ในที่สุดจักระจะเปิดเผยให้เรารู้ว่าแต่ละจักระเป็นประตูเข้าออกของพลังที่มี อยู่ในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นทาง กาย อารมณ์ จิตใจ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ประตูเข้าออกนี้จะช่วยให้เซลล์ต่างๆ เนื้อเยื่อต่างๆ และอวัยวะทุกส่วนได้รับพลังอย่างแท้จริง

ขนนกที่อ.หม่อมใช้มาตาม อิทธิพลความเชื่อของอินเดียนแดง เสมือนเป็นเครื่องหมายแห่งพลังอำนาจ เป็นอุปกรณ์ที่รับส่งสัญญาณทางจิต สามารถสัมผัสและส่งผลต่อขุมพลังของออร่า ซึ่งขุมพลังนี้เรียก จุดปราณ รวมทั้งยังขจัดปัดเป่าสิ่งที่มาแพ้วพานคลื่นพลัง ทำให้ออร่ามัวหมอง ซึ่งนอกจากขนนกแล้ว ยังมี ผลึก และเทียน ที่ใช้เป็นวัสดุเหมือนขนนกได้

"หาก ใครสุขภาพกายและจิตดี ออร่าหรือคลื่นพลังที่ครอบคลุมอยู่จะเนียน ใส นิ่มนวลแต่มีพลัง แต่หากผิดปกติคลื่นพลังจะขรุขระเป็นหลุ่มเป็นบ่อหรือปูนโปดออกมา ยิ่งถ้ามีแรงออกมาปะทะมากๆ ความผิดปกติยิ่งมีมาก ถ้าใช้มือสัมผัสจะปะทะมือจนรู้สึกเจ็บระบม คุณสมบัติของหินแต่ละประเภทสามารถนำมาบำบัดคลื่นพลังของตัวได้ ขนนกที่ใช้ก็เพื่อกันไม่ให้คลื่นพลังไม่ดีจากอีกคนแผ่เข้ามาถึงตัวเรา จะเห็นว่าเวลาที่ตรวจเสร็จแล้วก็ต้องตั้งจิตสมาธิสลัดคลื่นพลังที่ติดขนนกอ อกจนหมดก่อนจะตรวจคนใหม่ เพราะคลื่นพลังเหล่านี้จะแผ่ไปยังคนอื่นด้วย" อ.หม่อม เล่า

ทว่า ด้วยคำว่า 'ความเชื่อ' และพลังบำบัดเหล่านี้ยังเป็นศาสตร์ที่ 'ลึกลับ' ซึ่งแม้จะมีการค้นคว้าหาหลักฐานมาพิสูจน์

อ.หม่อมเล่าต่อว่า เหมือนกับความเชื่อดั้งเดิมในสมัยก่อนที่มักมีความคิดว่า เครื่องประดับหรือของใช้ที่ผ่านมือมาหลายมือมีอำนาจ อาจนำความโชคดีหรือโชคร้ายมาให้ผู้ถือครอง อย่างใครได้เครื่องเพชรที่เจ้าของคนเก่าหมกมุ่นอยู่กับความเคียดแค้นชิงชัง พลังเหล่านี้จะถูกดูดซับเข้าไปอยู่ในเครื่องเพชร คนใหม่ที่ซื้อไปใส่ก็จะนำพาพลังไม่ดีไปด้วย ดังนั้นจึงควรชำระล้างพลังที่ติดมาให้หมดก่อนจะนำไปใช้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก วิธีชำระล้างมีทั้งแบบง่ายๆ และขั้นสูง แต่วิธีการก็ไม่ยากอย่างที่คิด เช็ดด้วยผ้าที่ไม่ใช่ใยสังเคราะห์ ประพรมด้วยน้ำเกลือ ล้างด้วยน้ำก๊อกที่กำลังไหล หรือใช้จิตกำหนดขับไล่พลังไม่ดีทั้งหลายลงดินไป คริสตัล อัญมณี และพลอยต่างๆ จึงควรชำระล้างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้ผู้อื่นจับต้อง และหากจะให้เป็นของกำนัล ควรตั้งจิตให้ผู้รับมีความสุข สงบ เจริญรุ่งเรืองสมประสงค์

ทางด้านประสบการณ์ของอ.จุฑามาศ อาจารย์เล่าว่า คนไทยยังนิยมซื้อหินตามความสวยงาม ความเชื่อ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และความรัก มากกว่าการซื้อหินเพื่อการบำบัดรักษา เช่น ต้องการเสริมโชคลาภ ต้องการให้มีคนมารักใคร่ และเพื่อปกป้องอันตราย "คนต้องมีอะไรยึดเหนี่ยวทางใจ มีที่พึ่ง เพื่อสั่งให้เราลืมอะไรก็ได้ที่เราเจ็บปวดและช่วยตัวเองให้ทำได้ เราจึงเน้นเรื่องการใช้หินบำบัดบาดแผลทางอารมณ์ เพื่อให้ผู้ป่วยถ่ายเรื่องนี้ออกไป หินจะสั่งจิตสำนึกให้ขับสิ่งนี้ออกมา เพราะหินมีคุณสมบัติในการประสานความเข้าใจของตัวเองและกับผู้อื่น สามารถเยียวยาอาการป่วยที่ใจ สร้างเสริมพลังจิต ให้มีจิตใจอ่อนโยน เพราะผู้ป่วยมักคิดไม่ถึงว่า เขาป่วยทางใจ เมื่อเรารักษาใจได้ สิ่งที่ตามมาคือร่างกายจะแข็งแรงขึ้น จิตและกายจะสมดุลย์"

วิธีการ บำบัดทางจิตของจุฑามาศคือ คนที่มาต้องบอกว่าเป็นอะไร ร่างกายผิดปกติตรงไหน เพื่อจะรักษาอาการได้ตรงจุด แต่การบำบัดที่อาจารย์ให้ความสำคัญสูงสุด คือ การบำบัดทางใจ

จุฑามาศ บอกว่า "กำลังใจในยามเจ็บป่วยเป็นเรื่องสำคัญ พลังจิตเป็นแรงกระตุ้นให้คนป่วยเกิดกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายให้หายได้ ถ้าคนป่วยหมดกำลังใจ ท้อแท้ในชีวิต คนรักษามีพลังจิตแค่ไหนก็รักษาให้หายไม่ได้ ส่วนอาการป่วย คุณป่วยเป็นอะไรบอกเรา เราจะวางหินไว้ตรงนั้นร่วมกับการใช้ปราณบำบัด (Pranic Healing) การวางหินจะวางตามจักระ ซึ่งก็จะมีขั้นตอนในการเลือกชนิดหิน สีหินสี เมื่อวางหินลงไปตรงกับโรคพลังจะแทรกซึมเข้าไปรักษาบำบัด"

อย่างไรก็ ตาม ในยุคนี้แม้คนจะนิยมซื้อหินเป็นเครื่องประดับกันมากมาย แต่ด้วยความเชื่อดั้งเดิม หรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดความไม่แน่ใจในตัวเองว่า นอกจากความสวยงามแล้วควรเลือกซื้อหินอย่างไรดี อ.จุฑามาศบอกว่า "เป็นคำถามที่จะได้ยินเป็นจำคือ หินแบบไหนถูกโฉลก อาจารย์จะแนะนำอย่างแรกว่า ซื้อหินต้องซื้อด้วยใจ แต่ก็ต้องมั่นใจด้วยว่า หินมาจากแหล่งไหน มีพลังหรือเปล่า เพราะใช่ว่าหินทุกก้อนจะมีพลังเหมือนกันหมด หินชนิดเดียวกันก็มีพลังที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นหินที่ผ่านการเจียระไน เหลี่ยมมุมไม่ได้ พลังก็จะหายไป เดี๋ยวนี้หินที่มีพลังจะสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ในไทยเราไม่มีหินแบบนี้ ส่วนมากจะมาจากบราซิล แอฟริกาใต้ หรือไม่ก็แถบอินเดีย ทิเบต อัฟกานิสถาน เพราะภูมิประเทศแถบนั้นจะมีหินเยอะ ส่วนการเลือกหินต้องลองสัมผัสดู ถ้าสัมผัสแล้วเย็นจะเป็นหินแท้ ซื้อได้ หรือหากมองแล้วชอบถูกใจก็เลือกได้เลย เพราะถ้าใจบอกว่าใช่ก็ถือว่าถูกโฉลก อาจารย์เชื่ออย่างหนึ่งว่าหินจะเป็นผู้เลือกเราเอง"

ไม่ว่าเรื่อง ราวเหล่านี้พิสูจน์ให้ประจักษ์กับสิ่งใด แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์สองท่านเน้นย้ำอยู่เสมอคือ มีหินพลังไว้กับตัวมิได้หมายความว่าจะเกิดผล เพราะพลังแท้จริงมาจากจิตใจและการกระทำที่ตั้งมั่นในสิ่งดีงาม การยอมรับและกลมกลืนตนเองกับธรรมชาติ หากเป็นดังนั้นหินก็จะนำพาสิ่งดีงามและเสริมส่งความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ ครอบครองยิ่งๆ ขึ้นตาม

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน